Showing posts with label พระสมเด็จวัดพระแก้ว. Show all posts
Showing posts with label พระสมเด็จวัดพระแก้ว. Show all posts
Friday, July 18, 2014
ผมมีอะไรเล่าให้ฟัง
....กับเงิน 800 บาทกินทั้งเดือน...... สำหรับคนที่ท้อแท้หาทางออกกับชีวิตไม่ได้ โดย
คุณกบกินกะลา สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
จะเล่าอะไรให้ฟังนิดหนึ่งครับ
พอดีนึกถึงตัวเองตอนมาหางานทำที่กทม. เมื่อสองปีที่แล้ว (ทั้งหมดนี่ คือเรื่องจริง
100% ทีเกิดขึ้นกับผม)
ประมาณสองปีก่อน ผมตกงานอยู่ที่ ตจว.
ค้างค่าเช่าบ้านเขา (เดือนละ 1,200 บาทก็ยังหาไม่ได้)
เลยมาหางานทำที่ กทม. เพราะงานที่ ตจว.หายากมาก ๆ มีเงินติดตัวมาทั้งหมด 2 พันบาทถ้วน (เอามือถือ เอา ram
Hdd ไปขาย)
โทรศัพท์เอาอันเก่าที่หน้าจอแตก มองอะไรไม่เห็น เอามาใช้ชั่วคราวก่อน
เพื่อโทรหาลูก-เมียที่บ้าน หอบเสื้อผ้า กระเป๋า มากทม. คนเดียว ลูก-เมีย
ทิ้งไว้ที่ ตจว. เป็นการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่สุดในชีวิตเลย
มาเพื่อวัดดวงกันเลยจริง ๆ
นั่งรถไฟฟรีตั้งแต่ ตี 4 มาลง กทม. ประมาณ 8 โมงเช้า
นั่งรถเมล์ฟรีต่อมายังย่านที่คิดว่า ค่าเช่าห้อง ค่าใช้จ่ายถูก ๆ ที่เล็งไว้ก็คือ
ประชาอุทิศ พระประแดง สุขสวัสดิ์ ทุ่งครุ (หาข้อมูลไว้ก่อนแล้วว่าแถวนี้
ค่าเช่าถูก โรงงานเยอะน่าจะมีงานให้ทำเยอะเช่นกัน)
ผมไปเดินหางานร้านคอมฯ ร้านของชำ
โรงงาน ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร คาร์แคร์ ฯลฯ ร้านไหนติดป้ายหน้าร้านบอกรับคนงาน
พนักงาน ก็เข้าไปสมัครกับเขาเลยไม่อายอะไรทั้งสิ้น ตอนนั้นงานอะไรก็ทำหมด
ของานเขาทำ ค่าแรงไม่เกี่ยงเดินหางานอยู่ เกือบ 1 วัน ไม่ใช่ง่าย ๆ
เพราะส่วนใหญ่จะจ้างผู้หญิง หรือไม่ก็คนอายุน้อย ๆ (ตอนนั้นผม 35 แล้วนะครับ)
จนได้งานร้านขายคอมฯ
เขาจ้างให้เฝ้าร้านและประกอบคอม ค่าแรงวันละ 300 บาท
พรุ่งนี้มาทำได้เลย ดีใจมาก ผมยังไม่มีห้องพัก
เลยหอบกระเป่าเสื้อผ้าไปนอนร้านเกมส์
ย้ำว่าไปนอนร้านเกมส์
คือเดินไปเดินมานั่งป้ายรถเมล์จนดึก แล้วก็ไปนั่งร้านเกมส์ เช่าคอมฯ เขา
(เขามีเหมา 1 ทุ่ม ถึง 6 โมงเช้า ที่ 80 บาท) เลยวางของตรงนั้น นั่งเล่นเกมคร่าเวลาไป พอดึกก็นั่งหลับตรงนั้นเลย
เงิน 80 บาทถือเป็นค่าที่พักห้องแอร์
มีเกมส์เน็ตให้เล่น 555 พอเช้า ตีห้า
ตื่นมาก็หอบกระเป๋าเสื้อผ้า เดินไปปั๊มน้ำมันใกล้ ๆ เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน
เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปทำงานวันแรก (แต่ไม่ได้อาบน้ำ
ทนเหม็นหน่อยเอาแป้งเด็กทาตัวดับกลิ่นไปก่อน) ไปทำงาน และตอนพักเที่ยง
เดินไปหาหอพักแถว ๆ นั้น (ผมไปอยู่แถว ๆ ม.พระจอมเกล้าฯ บางมด)
เจอห้องพักราคาถูกเดือนละ 1 พันบาทไม่ต้องมัดจำ รวมน้ำไฟแล้ว เลยสนใจมาก เป็นห้องพักเก่า ๆ
ตึกอาคารพานิชย์เก่า ๆ แบ่งห้องให้เช่า ในห้องไม่มีอะไร นอกจากพัดลมเพดาน กับเสื่อน้ำมันเก่า
ๆ ห้องน้ำรวม ห้องน้ำก็เก่ามาก ๆ ไม่มีฝักบัว มีแต่ก๊อกกับโอ่งดินเก่า ๆ เล็ก ๆ
รองน้ำกับขัน 1 ใบ ในตึก มีทั้งหมด 20 ห้อง มีคนอยู่ประมาณ 4 ห้อง
ที่เหลือร้างหมด ดึก ๆ เหมือนตึกร้างเลย แต่ผมไม่กลัวผีหรอกนะ เลยเอาเงินวางจอง 1 พันบาท หอบเสื้อผ้าไปนอนวันนั้นเลย
ได้ที่พักแล้ว 1 เดือน ได้งานทำแล้ววันละ 300 บาท
ครบองค์ประกอบการรอดชีวิตแล้ว
(ลืมบอกไปว่า ก่อนผมจะมากทม. ผมยืมเงินพี่ข้างบ้านไว้ 1 พันบาท ทิ้งไว้ให้ลูก-เมียกิน ตัวผมเอาเงินจากขายของมา 2 พันบาท) เงินเหลือติดตัวทั้งสิ้นประมาณ 800 บาท ณ วันที่ 1 ของเดือน ต้องอยู่ให้ได้ถึงสิ้นเดือนกับเงินสุดท้ายนี้
เพื่อเงินเดือนออกจะได้รอด ผมเดินไปทำงาน เพราะมันไม่ไกลมากประมาณ 3 กิโล ถ้าโชคดีเจอรถเมล์ฟรี ก็โดดขึ้นเลย
ทำงาน ตอนเที่ยงไม่ได้กินข้าว
กินแต่น้ำเอา
ตอนเย็นเลิกงาน ไปซื้อข้าวเปล่า 10 บาท กับปลากระป๋อง ยี่ห้อ ซีเล็ครสเผ็ด (กระป๋องเขียว ๆ) ราคา 14 บาท (ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ขึ้นราคาหรือยัง) รวมแล้ว 24 บาท (เอาขวดเปล่ากดน้ำตู้ 1 บาทไว้กิน)
ผมซื้อปลากระป๋องแทบทุกวัน จนเด็กในร้านจำผมได้ เท่ากับว่าผมใช้ชีวิตอยู่ได้
ด้วยเงินวันละ 25 บาทเท่านั้น 30 วัน x 25 บาท ผมใช้เงินทั้งหมด 750 บาท
ผมกินข้าวกับปลากระป๋อง เกือบทั้งเดือน
ถ้าเบื่อผมก็เอาเงิน 25
บาทที่เป็นงบค่ากิน ไปซื้อข้าวไข่เจียวกล่องละ 20 บาท + ลูกชิ้น 1 ไม้ 5 บาท หรือหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท 3 ไม้ + ข้าวเหนียว 10 บาท ก็สามารถอิ่มได้ มันสนุกที่จะทำไง ให้เงิน 25 บาท ซื้อของกินให้ได้มากที่สุด อิ่มที่สุด
ผมซื้อปลากระป๋อง เซเว่นทุกวัน
จึงเอาเงินสดเติมเข้าบัตร เซเว่นไป 500 บาท
แล้วใช้เงินในบัตรซื้อปลากระป๋อง จนได้แต้มมาส่วนหนึ่ง
แล้วเอาแต้มนั้นแลกเป็นของอย่างอื่น เช่น มาม่า ขนมปัง นม ฯลฯ
แล้วแต่ว่าพอหรือเปล่า
ผมไม่มีเงินเติมมือถือ
รับสายได้อย่างเดียว ตอนนั้นของ true มีบริการยืมเงินค่าโทรได้
30 บาท ผมก็กดยืมเพื่อเอาไว้โทรหาลูกเมียที่บ้าน
วันเว้นวัน โทรวันละ 2-3 นาทีก็รีบวาง
หรือไม่ก็ให้เมียสมัครโปร 9 บาทโทรฟรี 2 ทุ่ม ถึง 6 โมงเช้า โทรมาหาผมแทน
ยอมรับว่าตอนอยู่คนเดียว คิดถึงลูกมาก
และเป็นห่วงเมียที่กำลังท้องอยู่ด้วย ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะไปช่วยยังไง
ลูกป่วยจะทำไง ฯลฯ แต่ก่อนมาก็ฝากพี่ข้างบ้านช่วยดูแลไว้แล้ว คงไม่เป็นไรหรอก
คิดแบบนั้นตลอดเวลา
ลืมบอกสิ่งที่ผมคิดว่า
ผมก็ประทับใจตัวผมจนทุกวันนี้ (ชมตัวเองก็เป็น)
ที่สุดก็คือทุกวันศุกร์ตอนเลิกงานแล้ว ผมจะนั่งรถเมล์ฟรีสาย 21 ไปลงหัวลำโพง และต่อรถไฟฟรีเพื่อกลับไปหาลูกเมียที่ลพบุรี
ขึ้นรถเที่ยวสามทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิด) ไปถึงลพบุรีประมาณเที่ยงคืน
ขอยืมจักรยานของจนท.รถไฟ ขี่ไปหาลูกที่บ้าน (ขอยืมเขา พี่เขาก็ใจดีให้ยืมทุกครั้ง)
แล้วอยู่กับลูก-เมียเย็นวันอาทิตย์ ก็นั่งรถไฟฟรีกลับ กทม.
มาทำงานตอนเช้าวันจันทร์ต่อ ผมทำแบบนี้ทุกสัปดาห์ เพราะมันอดไม่ได้จริง ๆ
ที่ไม่ได้เจอลูก-เมีย
จนถึงวันที่ 30 ที่เงินเดือนแรกจะออก น้ำหนักผมลดไป 5 กิโลกรัม
แต่ไม่เป็นไรไม่ป่วยอะไร ผมเหลือเงินติดตัวสุดท้าย 50
บาทในวันสุดท้ายก่อนเงินเดือนออก เย็นนั้นผมเอาเงินนี้ไปซื้อข้าวมันไก่ 30 บาท + น้ำอัดลม 15 บาท
จำได้จนถึงวันนี้ว่า
เป็นมื้อที่ผมมีความสุขที่สุดในโลก เพราะ.....ผมได้อดทนมาถึงขนาดนี้ได้
ด้วยเงินแค่ 800 บาทอยู่ได้ทั้งเดือน
หลังจากเงินเดือนออก 9,000 บาท ผมก็เอาเงินไปมัดจำห้องคอนโดเก่า ๆ มีห้องน้ำในตัว เช่าเดือนละ 1,500 บาท แล้วที่เหลือ ผมก็ไปพาลูก-เมียมาอยู่ด้วยกัน
(ตอนนั้นเมียกำลังท้องประมาณ 6 เดือน)
เหลือเงินจากหักย้ายบ้าน มัดจำคอนโดแล้ว เหลือประมาณ 5 พันบาท ซึ่ง 5 พันบาทนี้สำหรับ 3 ชีวิต และ อีก 1 ชีวิตในท้อง
ผมคิดว่ามันเพียงพอแล้ว กินได้อาทิตย์ละ 1 พันเหลือเฟือเลย
นั่นแหละครับ ชีวิตที่ต้องเสี่ยงและเดิมพันเพื่อคนอื่น ทุกอย่าง
ทุกปัญหามีทางออกครับ เพียงแต่เราต้องใช้สติและปัญญาให้รอบคอบ
เพิ่มเติมครับสำหรับท่านที่เป็นห่วง
เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ "สองปีที่แล้ว"
ก่อนลูกคนเล็กจะคลอดครับ ณ วันนี้ ผมก็อยู่ได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ถึงกับรวย
แต่ก็ไม่ลำบากมาก สิ่งที่ผมเจอมานั้น อยากจะแชร์ให้ท่านที่คิดว่า ท้อ เหนื่อย
เบื่อ เครียด เสียใจ ฯลฯ กับชีวิตที่สิ่งไม่ดีเข้ามาหาเรา
ผมอยากให้ท่านอย่าถอย จงสู้กับมันครับ
สู้ด้วยสติ และพิจารณาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บางสิ่งเรามองเห็นแต่ไม่ได้สนใจ
ทางหลาย ๆ อย่างมันมีทางออกแน่นอน
- คนตกงาน
ขอให้สู้ต่อครับ ผมก็ตกงานเกือบครึ่งปีมาก่อน
- คนเป็นหนี้สิน
หาทางสู้ครับ ผมก็เป็นหนี้มากมายก่อนเป็นแสน ๆ
- คนมีปัญหาครอบครัว
หันหน้าคุยกันครับ มีอะไรจะพูด บอกให้หมดทุกอย่าง แล้ว ช่วยกันเดินไปด้วยกัน ฯลฯ
ผมเชื่อว่าเราทุกคน ท้อได้
แต่อย่าถอยครับ ถ้าเหนื่อยก็นั่งพัก ให้หายเหนื่อย แล้วลุกขึ้นเดินต่อครับ
สักวันหนึ่ง มันต้องเป็นของเรา ช้าได้แต่ขอให้สู้ครับ
………………………………………………
Thursday, July 17, 2014
ความเชื่อโบราณของคนไทย
๑.)
ห้ามใส่ชุดสีดำเยี่ยมคนป่วย
เพราะสีดำเป็นสีที่คนโบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์โศก
การใส่ชุดดำไปเยี่ยมผู้ป่วยนั้นเป็นการแช่งให้ผู้ป่วยตายเร็วขึ้น (อ๊ายย๋ะ!!!)
๒.) จิ้งจกร้องทัก
ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะให้เลื่อนการเดินทางแต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้าย
ให้เดินทางได้ จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย
๓.)
ตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน
เชื่อว่าจะมีเหตุร้ายเพราะตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้านมักจะร้องตอนกลางคืน
ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย เนื่องจากคนโบราณเชื่อว่าตุ๊กแกคือ
วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลานจากภัยอันตราย
๔.)
นกแสกเกาะหลังคาบ้าน จะเกิดลางร้าย เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความอัปมงคล
เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสกมักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน
๕.) ถ้านกถ่ายรดบนศรีษะ
เชื่อว่าจะโชคร้าย หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่ายรดที่ศรีษะซะก่อน
ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น
๖.)
เมื่อตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้าน ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่
๗.)
กลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องทักห้ามขานรับ เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณอาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน
๘.)
คนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่าง ให้ระวังปากนำเคราะห์ เพราะพูดไม่คิด และมักเป็นคนใจร้อน
อารมณ์รุนแรงขาดเหตุผลในการยับยั้งชั่งใจ
๙.)
คนใดที่มีลักษณะผมหยิกๆ หน้าสั้นคอสั้น มักจะเจ้าชู้ (แต่เป็นความเชื่อขำๆนะ
อันนี้ต้องคิดว่าต้องดูต่อจากภายในหัวใจ)
๑๐.)
คนใบหูใหญ่มักร่ำรวยและมีบุญวาสนา
คนใบหูหนาเป็นคนมีศีลธรรมคนใบหูบางเป็นคนโดดเดี่ยว ไร้บุญวาสนา
๑๑.)
คนที่พูดจาหลายเสียงในการพูดคุยครั้งเดียวกันเป็นคนคบยาก เพราะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้
๑๒.)
คนหัวล้านมักจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์ ซึ่งได้ต้นแบบมาจากขุนช้างในวรรณคดี
ทำให้คนโบราณเชื่อว่า คนลักษณะแบบนี้จะมีนิสัยเหมือนขุนช้าง
๑๓.)
เด็กทารกคนใดที่เกิดมาแล้วมีปาน คนโบราณเชื่อว่า ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง
(ชาติที่แล้ว) และถูกป้ายด้วยของตำหนิเอาไว้
หากเป็นปานแดงหมายถึงถูกป้ายด้วยปูนแดง และหากเป็นปานดำหมายถึงถูกป้ายด้วยถ่าน
๑๔.)
ห้ามปลูกต้นไม้ที่วัดปลูกมาแล้ว (เช่น ไปเอาต้นไม้ที่อยู่ในวัดมาปลูกที่บ้าน)
เพราะเชื่อกันว่า
ต้นไม้ที่ขึ้นตามวัดหรือนำไปปลูกที่วัดเป็นของสูงและสมควรอยู่ในวัด
หากนำมาปลูกที่บ้านจะทำให้บ้านนั้นตกอับ
๑๕.)
ห้ามตัดผมวันพุธ เพราะเชื่อว่าการตัดผมวันพุธจะทำให้เกิดอัปมงคลกับชีวิต
เพราะอย่างนี้ ร้านตัดผมหลายร้านมักจะนิยมหยุดทำการในวันพุธ
๑๖.)
หากตาซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีเคราะห์ โชคร้ายผิดหวัง ถ้าตาขวากระตุกถือว่าโชคดี
แต่ถ้าเป็นในช่วงกลางคืน ตาขวากระตุกจะไม่ดี จะมีเคราะห์มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากเป็นตาซ้ายกระตุกจะมีโชคลาภจากเพื่อน
๑๗.)
หากสัตว์ป่าเข้าบ้านเชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้ ควรจุดธูปเทียน
ดอกไม้และเชิญให้ออกจากบ้าน พร้อมกับขอพรให้นำพาสิ่งดีงามมาให้
๑๘.)
ห้ามเผาศพวันศุกร์ เพราะคนโบราณถือว่าการเผาศพในวันศุกร์จะให้ทุกข์กับคนเป็นญาติ
เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันแห่งโชคลาภ เหมาะกับงานมงคลมากกว่า
๑๙.)
ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดีตามมา
ให้นำหวีนั้นทิ้งไปเลย (ซื้อมาเป็นพันเป็นหมื่นก็อย่าเสียดาย)
ไม่ให้เก็บไว้ใช้หรือนำไปซ่อมมาใช้ใหม่
๒๐.)
ตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา คนโบราณเชื่อกันว่า
เป็นวิญญาณของญาติสนิทภายในครอบครัวมาหา
๒๑.)
ผึ้งทำรังในบ้าน เชื่อว่ามีโชค
อย่าไปไล่หรือทำลายเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ
เพราะผึ้งเป็นแมลงนำโชคที่ขยันการทำงาน
๒๒.)
การปลูกต้นว่านชี้ชะตาได้ โดยถ้าต้นว่านเจริญงอกงาม ทำนายว่าการค้าจะงอกงาม แต่ถ้าต้นว่านแห้งเ่ยว
ทำนายว่าการค้าจะไปไม่รอด
๒๓.)
ก่อนออกจากบ้านให้ตั้งสติและก้าวเท้าขวาออกก่อนเท้าซ้าย จะนำโชคดีมาให้
เพราะเชื่อว่าร่างกายมนุษย์เป็นพลังงานลบที่อ่อนแอกว่าด้านขวา
๒๔.)
หากนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ และเกิดมือชนกันขณะเอื้อมไปตักกับข้าว เชื่อกันว่าจะมีแขกมาเยือนให้เตรียมตัวต้อนรับ
๒๕.)
อย่าเคาะจานข้าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกวิญญาณที่พเนจร
เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว
(บางคนกินข้าวจะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม)
๒๖.)
กลางคืนห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดเงินกวาดทองที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้าออกไปหมดซึ่งอาจเป็นได้ว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าตอนกลางคืนมืดมาก
การกวาดบ้านตอนกลางคืนจึงไม่ปลอดภัย
๒๗.)
ไม่ควรมีรูปภาพหรือรูปปั้นยักษ์ประดับตกแต่งบ้าน
เพราะจะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยและทำให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน
๒๘.)
อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับห้องน้ำ เพราะจะทำให้โชคลาภหนีหาย
และอย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงตรงกับประตูทางเข้าพอดี เพราะจะทำให้ฝันร้าย
๒๙.)
การแบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัขหรือแมวจรจัดที่หิวโหย
หรือการให้ที่พักพิงแก่สัตว์เหล่านี้ในวันฝนตกเป็นอานิสงส์มหาศาล
๓๐.)
อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะจะทำให้อับโชค ขาดเงิน ขาดทอง
๓๑.)
อย่าให้ของขวัญคนรักหรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี
หากมอบให้แล้วจะถือว่าเป็นลางต้องจากกันหรือมีเรื่องทะเลาะกัน
๓๒.)
ถ้าปล่อยให้กระจกในบ้านขุ่นมัว
จะทำให้ดวงชะตาของคนในบ้านจะหม่นหมองทำอะไรก็ไม่ขึ้น
จึงต้องหมั่นเช็ดกระจกสม่ำเสมอ
๓๓.) วันโกน
วันพระวันเกิด และวันเข้าพรรษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ เพราะถือว่าเป็นวันบิรสุทธิ์
(คนที่อยู่ในวัยเรียนอย่าแม้แต่จะคิด)
๓๔.)
หากเดินไปเจอเหรียญตกให้เก็บเป็นเหรียญนำโชค หากมองผ่านเลยไป
จะเหมือนเป็นการดูถูกเงินน้อย ทำให้อับโชคในช่วงเวลานั้นๆ (เก็บให้ตำรวจก็ดีนะเออ)
๓๕.)
การสวมแหวนนิ้วกลางข้างขวา ถือเป็นการเสริมดวงการเงินและบารมี
ส่วนการสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยถือเป็นการเสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก
๓๖.) ห้ามสาวโสดร้องเพลงในครัว
เพราะจะทำให้มีแฟนเป็นคนแก่ หรือหาแฟนไม่ได้ แต่ถ้าตำครกเสียงดัง จะมีหนุ่มมาสู่ขอ
๓๗.)
การทำบุณโลงศพอนาถาที่ไร้ญาติ จะเสริมชะตาของเราให้กล้าแข็ง
ทำให้ทุกข์และเคราะห์เบาบางลงไปได้
๓๘.)
ควรหมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการทำให้เกิดความอับโชคหรือเสื่อมลาภ
เสื่อมยศได้
๓๙.)
ในบ้านควรมีไข่และส้มในตะกร้าเสมอ เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน
๔๐.)
ห้ามหญิงมีครรภ์ไปงานศพ เพราะเกรงว่าวิญญาณจะสามารถเข้าไปรบกวนทารกในครรภ์
ทำให้เกิดอันตรายได้
๔๑.)
ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกจะทำให้นอนฝันร้าย ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น
๔๒.)
ถ้าสร้อยคอขาดออกจากคอหรือหลุดออกมา จะมีเหตุให้พบเรื่องร้าย
๔๓.)
ห้ามทักเด็กแรกเกิดที่ยังเล็กว่าน่ารัก เพราะอาจทำให้วิญญาณอิจฉา ลักพาตัวไป
๔๔.)
ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข
เพราะสมัยก่อนการตัดเล็บจะใช้มีดเจียนหมาก หรือมีดเล็กๆ
จึงห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะอาจะเป็นอันตราย
๔๕.)
จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น
จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ เหมือนไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้ค่อนเป็นค่อยไป
อย่าทำอะไรที่ให้เกินความสามารถ หรือข้ามขั้นตอน
๔๖.)
ห้ามหญิงท้องไปดูคนคลอดลูกจะทำให้คลอดลูกยาก
เพราะหากหญิงมีครรภ์ไปดูคนอื่นคลอดลูกแล้วเห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอดอาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ
๔๗.)
โต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกเงา หรือบางกระจกเงาทั้งหลาย
ไม่ควรนำมาวางตั้งให้ตรงกับปลายเตียงหัวเยงหรือเหนือเพดาน
เพราะจะทำให้หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ นอนหลับไม่สนิท และมักฝันร้ายอยู่บ่อยๆ
๔๘.) ฝนตั้งเค้า
ให้ปักตะไคร้คว่ำลงดินกลางที่โล่งแจ้ง จะทำให้ฝนหยุดตก
๔๙.)อย่าลูบศรีษะของเด็ก
โดยเฉพาะเด็กไทย เพราะศีรษะถือเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรให้ใครลูบเล่น
๕๐.) ฝันว่างูรัด
ทำนายว่าคนโสดจะได้พบเนื้อคู่เร็วๆนี้ฝันว่างูกัดทำนายว่าศัตรูเพศตรงข้ามจะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จะเพื่อนบ้าน
๕๑.)
ฝันเห็นคนตายหรือศพ ทำนายว่าจะได้ลาภจากเสี่ยงโชค
๕๒.)
ฝันว่าฟันหักทำนายว่าจะสูญเสีย โดยถ้าฝันว่าฟันบนหัก ทำนายว่า
จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้าฟันล่างหัก ทำนายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา
๕๓.)
ฝันว่าจูบกับคนรัก จะได้รับเคราะห์เล็กๆน้อยๆจากคนใกล้ตัว
๕๔.)
ห้ามฉลองก่อนวันเกิด เพราะอาจหมายถึงการรีบเร่งไปสู่ความตาย
๕๕.)
ภายในบ้านไม่ควรมีประตู ๓ บาน ตรงกันหรือเหลื่อมล้ำตรงกันเพียงนิดเดียว
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประตูจาก ๓ โลก ทำให้วิญญาณเดินผ่านมาได้
๕๖.)คางคกขึ้นบ้านถือเป็นลางดี
แสดงว่าบ้านนั้นกำลังจะมีโชค
๕๗.) มือซ้ายกระตุก
เชื่อว่ามีลางร้ายมีเหตุจะต้องเสียเงินเสียทองมือขวากระตุกเชื่อว่าเป็นลางที่ดีมาก
จะได้รับโชคลาภ และอาจได้ลาภลอยจาการเสี่ยงโชค
๕๘.)
ถ้านกในกรงที่เลี้ยงไว้ร้องในเวลากลางคืนเชื่อว่าจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง
๕๙.)
ผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน ไม่ควรก้าวล้ำไปในวัด เพราะอาจก่อให้เกิดความอัปมงคล
๖๐.)
ความฝันในตอนเช้ามักเป็นความจริง
เพราะคนโบราณเชื่อว่าเทวดามาโปรดสัตว์ซึ่งเคยเป็นญาติมิตรของเรานั่นเอง
………………………………………….
Tuesday, July 15, 2014
ปลัดขี้เมา
ความสวยของเจ้า หรือ จะเท่าความเมาของพี่
ตอนที่ ๑
ที่ทำการ
อบต.โคกหินแห่ ตั้งโดดเด่นกลางทุ่งนาที่มีต้นข้าวอันเขียวขจี
ลมเย็นๆ
พัดโชยเอาอากาศอันบริสุทธิ์ชวนให้สูดดมอย่างเต็มปอดโดยไม่ต้องซื้อหาหรือเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
เขานั่งคอพับบนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงาน
อาจเป็นเพราะเครื่องแบบสีกากีคอพับที่เขาสวมก็ได้ แต่ถ้าเขาใส่สีกากีคอแบะล่ะ
คอจะไม่แบะหรืองัย (บ้า...คอแบะก็ตายนะสิ)
กึ่งหลับกึ่งตื่นสะลึมสะลือ ใบหน้าแดงก่ำราวกับว่าเดินตากแดดจ้ามาเป็นชั่วโมง
เจ้าหน้าที่ธุรการเดินเข้ามาเสนอแฟ้มเห็นเขานั่งหลับอยู่
ด้วยความทะลึ่งอย่างคุ้นเคย เธอจึงแกล้งวางแฟ้มลงแรงๆ
และแล้วความโชคร้ายก็เป็นของเธอ(ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว)
เมื่อเขาสะดุ้งตื่นพร้อมอุทานออกมาอย่างตกใจ
“ว้าย” (ไม่ใช่นั่นมันตุ๊ดแล้ว เอาใหม่)
“เฮ้ย...อะไรกันวะ” กลิ่นละมุดเน่าโชยใส่สองรูจมูกของหญิงสาว(ไม่ค่อยสวย)น้องนางธุรการผู้โชคร้าย
เธอเซถลาหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม แต่เธอก็ใช่ย่อยประสบการณ์บอกให้เตรียมรับมือไว้แล้ว
เธอรีบควักยาดม(ยาอม ยาหม่อง)มาสูดดม
แค่นั้นเธอก็หายเป็นปิดทิ้ง
“ขอโทษค่ะปลัดแฟ้มมันหลุดมือ”
“ม้ายเป็นราย”เขาพยักหน้าตาปรือๆ
แต่ก็รีบควักปากกาออกมาแล้วเปิดแฟ้ม ธุรการถอยออกมาอย่างได้ผลแต่ซวยนิดๆ
คราวหน้าต้องอย่าลืมกลั้นลมหายใจไว้ด้วย ฌะอบอกตัวเอง
ทุกคนอาจมองเขาว่าเมา แต่เขาบอกกับตัวเองว่าแค่ตึงๆ
ใช่เขายังไม่เมาหรอกแค่นี้
กำลังทำงานได้คล่อง เซ็นหนังสือได้เที่ยงตรงดี
ตรงข้ามถ้าเขาไม่ได้ดื่มสิอาจอืดอาดเชื่องช้าสมองไม่แล่น
อีกไม่นานเขาก็จะออกไปข้างนอก โน่นเปลที่ผูกไว้ใต้ต้นหูกวางหลัง อบต.โน่น
เพราะที่นั่นคือที่สำรองของเขาในเวลานี้ บ่ายๆ อากาศดีๆ
อย่างนี้ต้องงีบเอาแรงหน่อย
ตื่นขึ้นมาบ่ายสาม-สี่โมงก็เข้าบ้านไม่งั้นก็ชวนลูกน้องดื่มต่อ หาไก่มาต้ม
เหล้าขวดสองขวด ให้ลูกน้องไปเอาที่ร้านยายสีในหมู่บ้าน ติดหนี้ไว้ก่อนสิ้นเดือนค่อยว่ากัน (ใครๆ
มักจะได้ยินยายสีบ่นอยู่เสมอๆว่าเงินสดล่ะไปซื้อร้านอื่น เงินเชื่อล่ะมาซื้อร้านตู
ตูล่ะเบื๊อ เบื่อ) แล้วมันจะมีอะไรดีไปกว่าเหล้าล่ะ เพราะดื่มมันทีไรลืมทุกข์ลืมโศก
ลืมโรคลืมภัย ลืมเสนียดจัญไร ฯลฯ เมื่อทุกข์โศกถูกลืมไป แน่นอน (อาจนอนแน่)
ความสุขย่อมวิ่งเข้ามาแทนที่
แฟ้มอยู่บนโต๊ะทำไมมันเยอะนักวะ ไม่เอิ่นไม่อ่านแล้ว
เซ็นอย่างเดียว กะอีแค่ผ่านหนังสือราชการให้นายก ลูกน้องคงไม่กล้าพิมพ์หนังสือสอดไส้ให้ลาออกหลอกให้เซ็นหรอกวะ
อ้าวนี่เช็คก็มีด้วยเบิกค่าอะไรวะนี่ อ๋อ
ค่าเครื่องเขียนแบบพิมพ์สำนักงาน
เอ๊า...เอาไป เสียเวลาพักผ่อน....เอิก...เขาคิดไปเซ็นไปพลางเรอออกมาโชคดีที่ไม่มีผู้อยู่ใกล้
ไม่งั้นอาจหงายหลังสลบ เหมือนน้องนางธุรการสาวโฉด เอ้ย โสด แต่เขาบอกตัวเองว่าเรอของเขามันช่างห๊อม หอม
กลิ่นคล้ายๆ ตอนมันอยู่ในขวดยังไงยังงั้น
ตะวันบ่ายคล้อย
เขางัวเงียลุกจากเปล เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้(ไม่เผลอหรอกตั้งใจหลับแหงๆ)
นาฬิกาเรือนเก่าๆ แต่ยี่ห้อดี (ไม่รู้ว่าของเทียมหรือเปล่า ยี่ห้อใส่โก้
ใช่แล้ว เวลาใส่แล้วมันโก้)
บนข้อมือบ่งบอกเวลาบ่ายสี่โมงกว่าๆ ใกล้เลิกงานแล้วนี่นา
เสียงพูดคุยจอแจของเด็กนักเรียนเดินผ่านมาแล้วชำเลืองดูเขาที่งัวเงียลุกขึ้นจากเปล พลางกระซิบกระซาบกัน
“นอนเปลอีกแล้ววันนี้เราว่าเมาแหงๆ”
“ใครเหรอไอ้จ้อย”
“ก็อีพ่อใหญ่ปลัดนั่นงัย”
“เออหวะ จริงๆ ด้วย โอ๊ะ ล้มๆๆ”
“เกื๊อบ เกือบ แค่เซเฉยๆ”
นักเรียนเลิกเรียนต้องเดินผ่าน อบต. ทุกๆ วัน ภาพนั้นเขาเห็นจนชาชินและชินชา ไม่นานบรรยากาศก็เงียบ
(ก็นักเรียนกลับหมดแล้วนี่) เงียบแล้วก็เงียบ ไม๊
ไม่ ไม่เงียบหรอกฟังสินั่นเสียงรถโฆษณาขายอะไร
“เกลือเด้อครับเกลือ แลกกะแลก ขายกะขาย ถุงละบาทครับสนใจเดินมาซื้อได้ที่รถบริการขาย”
“น้ำปลาครับน้ำปลา” (มันจะเยอะแยะแท้รถขายของในหมู่บ้านนี้)
เขาโทษตัวเองที่ดื่มหนักไปหน่อยทำให้นักเรียนเห็นภาพที่ไม่ดีของเขา
แต่ช่างเถอะไปวอรี่ทำไมเพราะแทบทุกวันอาหารมื้อเที่ยงต้องมีดื่มไม่มากก็น้อย
(วันนี้มันดันเยอะไปหน่อย) แต่ถ้าวันไหนไม่มีเขาบอกได้เลยว่ากินข้าวบ่แซบ
บ่แซบเลย ใครๆ เลยมองเขาไปว่าเขาติดเหล้า
แต่เขาบอกว่า...เปล่าเหล้ามาติดเขาต่างหาก
เขาเดินเซนิดๆ
(แต่เขาเข้าข้างตัวเองว่าเดินตรงๆ อยู่นะ) เข้าไปในสำนักงาน เงียบเหมือนเป่าสาก
(ถูกต้อง ประเทศไหนเป่าสาก(ไม้ตีพริก)แล้วมีเสียงเหมือนปี่พระอภัย) ลูกน้องเล่นทีเผลอ
เห็นปลัดเมาทีไรมันแอบหนีกลับบ้านทุกทีไปไอ้พวกนี้ แต่ยังนี่หว่ายังไปไม่หมด
เห็นหลังไวๆ ข้างพุ่มไม้หน้าเสาธง
“สมๆ มานี่”เขาตะโกนเรียก
“แฮะๆ ขนาดหลบยังมองเห็นผมนะปลัด” ภารโรงพูดพลางเดินเข้ามาหา
“เดี๋ยวพ่อเตะ...ไปซื้อเหล้าให้หน่อย แบนนึงโซดาไม่ต้อง.. แล้วนี่พวกช่างไปไหนหมดวะ
กะว่าจะชวนกินต้มไก่ซะหน่อย”
“กลับหมดแล้วครับ..... เอาเงินมาซิครับปลัดผมจะไปซื้อให้”ภารโรงยื่นมือมา
“ลงบัญชีไว้เว้ย...”
แต่แล้ว...ภารโรงก็ต้องชะงัก
แม้แต่เขาเองยังอ้าปากค้าง
“อ้ายสมไม่ต้องไป พี่กลับบ้าน”
หญิงสาวที่นุ่งผ้าถุงเสื้อคอกระเช้าลายดอก
(นั่นมันสายเดี่ยวบ้านนานะจะบอกให้) ยืนอุ้มลูกวัยขอบเศษอยู่หน้า อบต.
พูดกึ่งร้องตะโกน
“แฮะๆ ตัวใครตัวมันนะปลัด ไปล่ะครับ มีพระเอก
โอ๊ะนางเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว” ภารโรงรีบเดินจ้ำอ้าวพอมาถึงหญิงสาวที่ยืนอุ้มลูก
“อ้ายไปก่อนเด้ออีนางหวึ่ง โอ๊ะน้องหวึ่ง
ไม๊ ไม่ ไม่ใช่สิ...ต้องคุณนายหวึ่งถึงจะถูก” พูดจบจับจักรยานชนิดกลับหลังหันปั่นออกไปอย่างรวดเร็วราวไอ้มดแดงแปลงร่าง
เขาเดินมารับเอาลูกจากหล่อนมาอุ้มหยอกล้อพลางเดินตามหลังหล่อนไปอย่างว่าง่าย
“กลับก็กลับสิทำไมต้องเสียงดัง
เดี๋ยวก็ย้ายหนีไปเป็นปลัดเทศบาลนครในเมืองเสียเลย”
“ไปไหนน้องก็ไปด้วย” หล่อนหน้าถอดสีนิดๆ
“จะไปได้งัย ปลัดเทศบาลนครต้องมีคู่สมรสจบปริญญาตรี
ถ้าไม่มีวุฒิปริญญาตรีเขาจะไล่ออกจากการเป็นภรรยาปลัดทันที” เขาทำสีหน้าขึงขัง
“โอ๊ะอย่านะพี่ น้องล้อเล่น อย่าหนีจากน้องไปเลยนะ นะนะ น้อง(หวึ่ง) ขอโทษ”
เขายืดอกเพราะมีไม้ตายเอาชนะเมีย
พลางชำเลืองดูหล่อน
แต่เห็นหน้าเมียทีไรนึกเปี้ยวปากอยากดื่มเหล้าทุกทีไป
อาจเป็นเพราะว่าเหล้าทำให้ทุกข์โศกหายไปแล้วความสุขเข้ามาแทนที่ก็ได้
(ไม่ใช่ล่ะมั้ง ติดเหล้าแหงๆ)
หญิงสาวน้องนางบ้านนา
หล่อนใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่ เพียงแต่ว่าผิวคล้ำไปนิดๆ
ประกอบกับการแต่งตัวก็ไม่เลิศหรูเหมือนสาวในเมือง สาวบ้านนาก็ยังงี้แหละ
แต่ลูกสาวตัวเล็กที่เขาอุ้มนี่สิหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงเขามาก
และนี่คือหมัดเด็ดที่ทำให้เขาไม่กล้าทิ้งหล่อนไป เพราะสงสารลูก
แต่...เอ.?!.ท่านผู้อ่านครับ
ทำไมเขาถึงได้มาเป็นปลัดขี้เมาแล้วมีคุณนายเป็นสาวชาวบ้านนานุ่งผาถุงเสื้อคอกระเช้าอย่างนี้ล่ะ ตามมาครับจะพาย้อนอดีตไปดูเรื่องราวชีวิตบัดซบ
(สมบัติ เมทะนี ซบแนบ-อกภรรยา)
ไม่สิต้องเป็นชีวิตแห่งการประสบความสำเร็จถึงจะถูก
ภาพแห่งความทรงจำในอดีตของเขาผุดขึ้นมา
(เหมือนในหนังที่เคยดู)
ชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นก้าวเดินลงจากที่ว่าการอำเภอ
(เวลาเดินไม่มุ่งมั่นมัวแต่ใจลอยก็ตกบันไดตายห่านะสิ) เมื่อรายงานตัวเสร็จสิ้น
“ปลัดเหยินมานี่ก่อน อย่าเพิ่งไป” นายอำเภอร้องตะโกนทางหน้าต่างห้องทำงานกวักมือเรียกขณะเขาเดินไปที่รถเครื่องจอดอยู่ใต้ร่มต้นคูน
เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วหันกลับมามองกระจกรถ ‘มันก็เหยินไม่มากเท่าไหร่นี่วา’
เขายิ้มใส่กระจกพิจารณาตัวเอง แล้วรีบหันไปตามเสียงเรียก
“มีอะไรเหรอครับท่านนายอำเภอ” ที่จริงแล้วอยากพูดต่อท้ายว่า
‘หัวล้าน’ เล่นคนอื่นไม่ดูตัวเองเลย
(คนหัวล้าน นักวิชาการหลายท่านให้คำจำกัดความว่า ผู้อาภัพทรงผม
บางคนบอกว่าคนที่มีคิ้วอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน)
เมื่อเขามาถึงห้องนายอำเภอ
“ปลัดลืมปากกา”
“ขอบคุณครับท่าน ด้ามละห้าบาทเอง”
“ก้อนี่แหละถึงเรียกปลัดกลับมาเอาคืนไป มันรกห้อง ถ้าปาร์คเกอร์ละก้อ
เสียใจ จ้างก้อไม่เรียกกลับมาเอา”
“นายอำเภอครับผมชื่อนราธิปนะครับ ทีหน้าทีหลังกรุณาเรียกให้ถูก
เหยินไม่ใช่ชื่อผมครับ”
“นราธิปเพราะไปมั้ง ผมว่าปลัดไม่ค่อยเหมาะกับชื่อนี้เท่าไหร่นะ
ถามจริงไปลอกชื่อใครมา”
“ผมลาละครับท่าน” เขารีบไหว้ตัดบทเดินออกมา
อยู่นานอาจมีปัญหาฟันหน้าจิกหัวล้านเลือดไหลอาบใบหน้าอาการสาหัสสากรรจ์เป็นข่าวหน้าหนึ่ง
“ว่างๆ อย่าลืมกู้ออมทรัพย์ไปจัดฟันนะปลัดเหยิน เอ้ย...นราธิป” เสียงร้องตามหลัง
“กรอด....” เสียงกัดฟันของเขา และตอบในใจว่า ครับจะซื้อวิกทรงหล่อๆมาฝากนายอำเภอด้วย
ปลัดนราธิป
(ชื่อยาวไป ผู้เขียนขอเรียกปลัดเหยินเหมือนนายอำเภอดีกว่า
อย่ามาจิกหัวผู้เขียนแล้วกันเพราะผู้เขียนหัวไม่ล้าน แหมจิกยังกะนกหัวขวาน
นะท่านเหยิน) เมื่อแยกย้ายกับเพื่อนเพื่อเดินทางไปรายงานตัวที่
อบต.ของแต่ละคน เขาไม่เชื่อว่าพื้นที่ที่เขาจะไปอยู่นั้นมันยังมีในประเทศแห่งนี้
ณ ปีนี้ พ.ศ.นี้ โลกเจริญไปถึงไหนแล้ว
แต่ตำบลหมู่บ้านที่เขากำลังจะไปกลับหลุดโลกปัจจุบันที่มีความศิวิไลซ์ไปยังกะคนละทวีป
ที่จริงแล้วเขาได้รู้จากเจ้าหน้าที่อำเภอเหมือนกันว่าพื้นที่ที่เขาถูกกำหนดให้ลงไปรับผิดชอบนั้นมันแสนทุรกันดาร
ถนนหนทางมีเฉพาะหน้าแล้ง
แต่ถ้าหน้าฝนจะถูกกลืนหายไปกลับสายน้ำที่กัดเซาะเอ่อท่วมขัง
ทั้งนั้น และทั้งนี้เขาไม่ได้เลือกลง อบต.นี้หรอก
แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเขาสอบได้ลำดับที่ท้ายสุดกระมัง พูดง่ายๆ
เกือบตกคนสุดท้ายของลำดับสุดท้ายของตำแหน่งปลัด อบต.ที่ทางราชการรับพอดี้ พอดี
เอาวะเกือบตกดีกว่าเกือบได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นปลัดเหยินจึงถูกกำหนดให้ลงไปบรรจุที่
อบต.โคกหินแห่ (หินแห่เป็นภาษาอีสาน
หมายความว่าหินลูกรัง) มันเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเมิน
สภาพภูมิประเทศเรียกสวนไร่นาป่าเขาเป็นลูกรังเสียส่วนใหญ่ ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารอะไรก็ไม่งอกงามว่างั้นเถอะ
ปลัดเหยินจึงไม่มีโอกาสได้เลือกพื้นที่ที่จะลงเหมือนเพื่อนๆ
คนอื่นเลย โถจะเอาโอกาสที่ไหนเลือกอีกล่ะพ่อคุณก็ในเมื่อสอบได้ที่โหล่ (สุดท้าย)
นี่นา พวกที่สอบได้ลำดับก่อนๆ เลือกลง
อบต.ดีๆ เสียหมดเหลือแห่งเดียว แห่งเดียวจริงๆ ที่ว่างไว้ให้เขา
เขายังจำคำพูดเจ้าหน้าที่ที่ศาลากลางจังหวัดพูดไว้ขณะที่เขาเรียงคิวคนสุดท้ายกำลังจะกรอกข้อมูลเลือกลง
อบต.
“หยุดเลยปลัด” เจ้าหน้าที่หยุดพูดพลางเงยหน้ามองเขาแทนที่จะมองป้ายชื่อ
“ปลัดเหยิน ไม่ต้องเลือก อบต.หรอก เพราะเหลือที่เดียว รับไปเลย อบต.โคกหินแห่”
พูดแล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็หัวเราะเป็นเรื่องขัน เขามองหน้าเคืองๆ
แต่ก็หัวเราะเหมือนกันเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่คนนั้นตาเหล่
เอาเป็นเอา
เป็นไงเป็นกันที่ที่ไหนก็มีแดดให้ตากผ้าเหมือนกันล่ะว้า เขาคิด
อบต.โคกหินแห่
เป็น อบต. ที่ไกลที่สุดจากตัวอำเภอ ระยะทางฟังดูแล้วไม่ไกลเลย เพียงแค่
สามสิบกิโลเมตร แต่นั่นถ้าเป็นถนนลาดยาง
หรือไม่ก็ลูกรังธรรมดาๆ อย่างมากก็ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมง
สองชั่วโมงก็ถึง
แต่เมื่อเขาได้มาสัมผัสมันช่างแสนสาหัสเสียเหลือเกิน และบังเอิญเป็นหน้าฝน ลูกรังเก่าๆ
ที่ขาดการซ่อมแซม เมื่อเจอกับฝนที่ตกซุก
หน้าลูกรังถูกซัดหายไป เหลือไว้แต่ดินเหนียวที่ลื่นไถลตลอดระยะ
สองข้างทางเป็นที่นาสลับกับป่าเขา ขึ้นเนิน ลงเนิน
เวลารถเครื่องที่เขาขับเคลื่อนไปแต่ละระยะ มันจึงคล้ายงูเลื้อย หรือมองเผินๆ
คล้ายคนเมาขับยังไงยังงั้น
ผ่านหมู่บ้านต้องจอดถามทางไปเรื่อยๆ (เครื่อง จี พี เอส, สปีดเนวี่,
เนวิเกเตอร์ ก็ไร้ประโยชน์นะสิบอกให้ )
รถเครื่องคู่ชีพของปลัดเหยินขับไปได้แค่ครึ่งทางก็ต้องจอดพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปสอง-สามชั่วโมงแล้วเดินทางมาได้แค่ครึ่งทาง
น้ำมันที่เติมมาเต็มถังหมดแล้ว ต้องเติมอีก
กว่าเขาจะได้ออกเดินทางมาหลังรายงานตัวกับนายอำเภอก็เกือบเที่ยง
นี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามโมง หนทางดูอีกไม่ไกลถ้าไม่พบอุปสรรคข้างหน้ารอ
ตอนสอง เด้อ
โดย ป.ยุทธ
Subscribe to:
Posts (Atom)



































