Thursday, July 31, 2014

กระเทียม


“กระเทียม” พืชสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้เป็นทั้งอาหารและยากันมานานนับเป็นพันปี แน่นอนว่าเมื่อแต่ละคนเกิดมา ก็จะได้รู้ว่า กระเทียมถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหารกันแล้ว ในปัจจุบันนี้ กระเทียมถูกนำมาใช้ในการป้องกันโรคหลายอย่างด้วยกัน ช่วยลดระดับไขมัน Cholesterol ลดความดันโลหิตสูง และส่งเสริมให้ระบบภุมิคุ้มกันให้ดีขึ้น
กระเทียมมีสารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidants)ซึ่งอนุมูลอิสระ
(free radicals) อาจมีบบาทสำคัญต่อการทำให้คน “แก่” เร็วขึ้น ตลอดรวมไปถึงการทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้มากมาย รวมถึงโรคหัวใจ และมะเร็ง และเจ้ากระเทียมนี้ก็สามารถทำลายอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวที่สามารถทำลายเยื้อหุ้มเซลล์ (cell membranes) และ DNA ได้ดี
โรคต่าง ๆ ที่กระเทียมสามารถป้องกันได้
1. โรคหัวใจ (Heart disease)
มีหลักฐานบางอย่างสนับสนุนว่า กระเทียมอาจป้องกันไมเกิดโรคหัวใจได้ โดย อาจลดการเกิดเส้นเลือดแข็ง (artherosclerosis) และสามารถลดระดับความดันลได้เล็กน้อย(ระหว่าง 7 % ถึง 8%)
การศึกษาชิ้นหนึ่ง เป็นเวลานานถึง 4 ปี ใช้กระเทียม 900 mg ทุกวัน ปรากฏว่า มันสามารถลดการเกิดเส้นเลือดแข้งลงได้
นอกจากนั้น กระเทียมยังเป็นสารต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด ด้วยการทำให้เกล็ดเลือดบางลง ซึ่งอาจป้องกันไม่เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) หรือ สมองขาดเลือด (stroke)
ส่วนผลที่มีต่อไขมัน cholesterol นั้น จากการศีกษาในตอนแรกพบว่า มันสามารถลดระดับของ Cholesterol ในกระแสเลือดได้ แต่ผลจากการศึกษาระยะเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่า กระเทียมไม่ผลต่อการลดระดับไขมันดังกล่าวเลย
2. โรคหวัด (Common cold)
จากผลการศึกษาในระยะแรก พบว่า กระเทียมสามารถช่วยป้องกันโรคหวัด (common cold)ได้
ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระเทียม ในระยะที่มีโรคหวัดระบาด (common cold) ผลปรากฏว่า คนที่รับประทานกระเทียม จะเป็นโรคหวัดได้น้อยกว่าคน ที่ไม่รับประทานกระเทียมเลย นอกจากนั้น ในระหว่างเป็นหวัด กระทียมสามารถทำให้อาการของหวัดหายเร็วด้วย
3. มะเร็ง (Cancer)
กระเทียมอาจเสริมให้ระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น สามารถช่วยร่างกายให้ต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยผลจากห้องทดลอง ดูเหมือนว่า กระเทียมมีฤทธ็ในการต่อต้านมะเร็ง
ผลจากการศึกษาในกลุ่มชนเป็นระยะเวลานาน พบว่า กลุ่มคนที่รับประทานกระเทียมสด หรือกระเทียม ที่ปรุงในอาหาร ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่เกิดเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของลำไส้ใหญ่ (colon) และมะเร็งกระเพาะ (CA stomach)
ผลจากการศึกษา (จำนวน 7 ชิ้น) พบว่า คนที่กินกระเทียมสด หรือกระเทียมปรุงแล้ว สามารถลดการเกิดมะเร็ง colorectal ได้ถึง 30 %
สิ่งที่ต้องระวังสำหรับกระเทียม
แม้ว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มากมาย แต่กระเทียมผลอันไม่พึงประสงค์ของกระเทียมอยู่มากเหมือนกัน เช่น ทำให้ปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ มีกลิ่นปาก ออกแสบร้อนที่มือ (เมื่อสัมผัสถูก)
นอกเหนือไปจากนั้น มันยังทำให้เกิดมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ เหนื่อยหล้า ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ และอาจแพ้กระเทียม ทำให้เกิดมีลักษณะหืดหอบ และเป็นผื่นคัน

นอกจากนี้กระเทียมสามารถทำให้ฤทธิ์ของยาบางอย่างเปลี่ยนไปได้ ยกตัวอย่าง
Isoniazid- เป็นยาที่ใช้ในการรักษาวัณโรค กระเทียมสามารถลดการดูดซึมยาตัวนี้ได้ เป็นเหตุให้ ใช้ยาดังกล่าวมีปริมาณไม่พอต่อการรักษาโรค
Birth control pills- กระเทียมอาจลดประสิทธิภาพของยาลงได้
Blood-thinning medications- กระเทียมอาจทำให้ฤทธิของยาต้านการจับตัวเป็นก้อนเลือดได้ทำให้เกิดมีเลือดออกได้
Medications for HIV/AIDs- กระเทียม สามารถลดระดับของสาร Protease inhibitors ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรค HIV
Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs)- ทั้ง NSAIDs และ กระเทียม สามารถทำให้เกิดมีเลือดออก (bleeding)
ปัจจุบันในบ้านเรายังไม่มีการรับรองว่ากระเทียมนั้นจะสามารถรักษาโรคได้จริง คงเป็นได้เพียงแต่สมุนไพรทางเลือกในการรักษาและสมุนไพรเสริมสุขภาพเท่านั้น และแม้ว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มากมาย แต่คุณก็ไม่ควรที่จะเลือกใช้กระเทียมเพื่อหวังผลในการรักษาอาการหรือโรคใดโรคหนึ่ง อีกทั้งผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละบุคคลก็อาจจะแตกต่างกันออกไป

ดังนั้นคุณควรเลือกรับประทานให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะพืชผักสมุนไพรทั่วๆ ไป ถ้าศึกษากันจริงๆ แล้ว มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลย

…………………..

บอกลา 7 โรคร้าย ด้วยการกินให้ถูกวิธี


พฤติกรรมการกินของคนสมัยนี้ เน้นไปที่หน้าตาและความอร่อย แต่จะบอกเลยว่า กินแบบนี้ก็ไม่ถูกวิธีนัก เพราะสุขภาพร่างกายของคนเราไม่ได้ต้องการอาหารอร่อย หรืออาหารหน้าตาดีให้เพลินพุง
สำหรับร่างกายเราแล้ว การกิน ไม่ใช่กินอย่างไรให้อร่อย แต่เน้นเรื่อง “ กินดี ” เพื่อต้านโรค ถึงจะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายสูงสุด
จะเห็นได้ว่าคนยุคนี้มีโรคภัยมากมายเกาะกุมรุมเร้า และอาหารการกินก็เป็นสาเหตหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคของหลายๆคนเช่นกัน แม้ตอนนี้กินตามใจแล้วดูไม่เห้นมีพิษมีภัยอะไร แต่อนาคตล่ะ จะรอดพ้นจากภัยโรคทั้งหลายหรือ?
จำไว้ให้แม่นเลยว่า… ถ้าคุณเป็นคนกินไม่เลือก ตามใจลิ้นอยู่ร่ำไป บอกเลยว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ ขึ้นตามมาได้ หลายคนอาจยังทันที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่บางคนถ้าสายเสียแล้วที่จะแก้ไข วิธีโภชนบำบัด (diet therapy) ที่เราจะกล่าวถึง ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพื่อให้การรักษาได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมไปกับการรักษาทางการแพทย์
เบาหวาน : คุมน้ำตาล
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญสารอาหารด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
การรักษาเบาหวานนั้น สิ่งสำคัญมากกว่าการรักษาด้วยยา คือ การควบคุมอาหาร ที่ทำไปพร้อมไปกับการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานควรงดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล ทุกชนิด จำกัดปริมาณผลไม้ และธัญพืชต่างๆ รวมทั้งข้าว เพราะจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ควรรับประทานผักประเภทใบที่มีใยอาหารสูงให้มากขึ้นในปริมาณไม่จำกัด เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ส่วนอาหารจำพวกโปรตีนยังสามารถกินได้ปกติ แต่ควรระมัดระวังเรื่องน้ำหนักตัว เพราะจะส่งผลโดยตรงกับอาการของเบาหวาน

โรคหลอดเลือดแข็งและโคเลสเตอรอล : คุมไขมันอิ่มตัว
ภาวะไขมันในเลือดสูงจะมีผลให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนขาดความยืดหยุ่นและ อุดตันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ถ้าเกิดการอุดตันจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ไขมันที่พบว่าเกิดการสะสม คือ โคเลสเตอรอล เพื่อความปลอดภัยองค์การอนามัยโลกได้เสนอให้ควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร
เมื่อโคเลสเตอรอลได้จากอาหาร การควบคุมโดยลดการกินไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เพิ่มปริมาณอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโอ๊ต เพราะใยอาหารจะจับกับ โคเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย และจะถูกขับออกมาทางอุจจาระ นอกจากนี้ แหล่งไขมันที่ควรได้รับในแต่ละวันควรมาจากไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว อย่างน้อย 10-12% ของพลังงานทั้งหมด
โรคอ้วน : คุมสัดส่วนอาหาร
น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ จึงเกิดการสะสมในรูปของไขมัน จนอาจทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติและเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และระบบทางเดินหายใจ
การรักษาจะต้องเริ่มจากสาเหตุ คือควบคุมปริมาณการกินอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม และออกกำลังกายให้มากขึ้น
ในส่วนของอาหารนั้นจำเป็นต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ลดพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี จะสามารถ ลดน้ำหนักลงได้สัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม เช่น เปลี่ยนจากกินข้าวมาเป็นผักที่มีใยอาหารสูงเพื่อให้อิ่มนานขึ้น งดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อติดมัน อาหารทอด และงดอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารทุกมื้อควรมีปริมาณโปรตีนที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ แทนที่จะเป็นเนื้อสัตว์ที่มักจะมีไขมันสูง
โรคไต : เน้นโปรตีนต่ำ
ไต ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จากการเผาผลาญของโปรตีน ดังนั้นอาหารที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นในการขับถ่ายของเสีย คือ โปรตีน โรคเกี่ยวกับไตมีอยู่มากมายหลายชนิด

แต่โดยสรุปก็คือทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่อย่างปกติได้ หลักสำคัญในการรักษาด้วยอาหารคือช่วยให้ไตทำงานน้อยลง เพื่อให้ไตได้มีโอกาสพักหรือฟื้นตัว และลดการคั่งของของเสีย อาหารที่รับประทานควรจะมีปริมาณโปรตีนน้อย แต่เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เพื่อนำไปช่วยเสริมสร้างทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่สูญเสียไป
แต่สำหรับผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรังจะมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง จำเป็นต้องงดโปรตีนที่มาจากนม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และไข่ เพราะเป็นอาหารที่มีปริมาณฟอสเฟตสูง
เมื่อจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารแล้ว พลังงานส่วนใหญ่ที่ได้รับจึงมาจากน้ำตาล ไขมัน และแป้งที่มีโปรตีนน้อย เช่น วุ้นเส้น แป้งมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง วุ้น ลูกชิด สาคู เป็นต้น รวมทั้งจำกัดการได้รับโซเดียม โดยหลีกเลี่ยงสารปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น
โรคความดันโลหิตสูง : ระวังเกลือ
ความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากแรงดันภายในหลอดเลือดแดงสูงตลอดเวลา โดยแรงดันค่าสูงสุด (systolic blood pressure) และแรงดันค่าต่ำสุด (diastolic blood pressure) มีค่าสูงกว่า 160/95
โรคความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมามากมาย คือหลอดเลือดแดง ไม่แข็งแรง เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต หรือจอตา ก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้
หลักการรักษาโรคความดันโลหิตสูงคือการควบคุมอาหาร การลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเครียด การดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
อาหารที่ควรจำกัดคืออาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมอยู่มาก เพราะโซเดียมที่อยู่ในเกลือจะทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลแรงดันของผนังเซลล์ และปริมาณน้ำในร่างกาย อาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก ได้แก่ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ อาหารทะเล และยาบางชนิด
นอกจากนี้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก เพราะจะทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก โดยน้ำหนักที่เกินมาตรฐานจะทำให้หัวใจ ทำงานหนักมากขึ้นด้วย
โรคเกาต์ : เบากรดยูริค
โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริค (uric acid) ในเลือดสูง ร่างกายได้รับกรดยูริคจากอาหาร และจากการสังเคราะห์ขึ้นในร่างกายโดยการสลายตัวของเซลล์ต่างๆ โดยจะมีอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของบริเวณที่มีการสะสมของกรดยูริค โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อข้อต่อของกระดูก ทำให้ข้อกระดูกเสื่อม และกระดูกบริเวณนั้นผิดรูปได้
อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีสัดส่วนของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของกรดยูริค เช่น เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ ไข่ปลา ชะอม กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สัตว์ปีก กุ้งชีแฮ้ หอย น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ปลาขนาดเล็ก เห็ด กระถิน ยีสต์ ปลาอินทรีย์ เป็นต้น
ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ควรกินอาหารที่มีไขมันน้อยลงเพื่อให้น้ำหนักลดลง ถ้ากินไขมันมากเกินไปจะทำให้ขับถ่ายกรดยูริคได้ไม่ดี แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานต่ำจนเกินไป เพราะร่างกายจะมีการสลายไขมันจากเนื้อเยื่อ ออกมาใช้ ทำให้มีปริมาณกรดยูริคสะสมเพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายลดลง
น้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรงดเพราะมีผลต่อการขับถ่ายกรดยูริคด้วยเช่นกัน
โรคมะเร็ง : ระวังอาหาร
มะเร็ง (cancer) เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติ โดยจะขยายเซลล์ไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ด้วย พบว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น ได้แก่ มลพิษจากสภาพแวดล้อมและอาหาร ข้อมูลต่างๆ จากการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการกินอาหารมีผลกับการเกิดโรคมะเร็งมาก เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจึงควรปฏิบัติดังนี้
- จำกัดอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง เนื่องจากพบว่ามะเร็งในลำไส้ใหญ่มักเกิดในกลุ่มผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูงเป็นเวลานานๆ
- หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองหรือรมควันที่จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
- กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักที่มีสารซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง ได้แก่ อินดอล (indole) อะโรมาติกไอโซไทโอไซยาเนต (aromatic isothiocyanate) ในดอกกะหล่ำม่วง บร็อคโคลี รวมทั้งผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีและอี เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว จมูกข้าวสาลี ดอกคำฝอย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่จะช่วยลดการทำลายของเนื้อเยื่อที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง
- สำหรับแนวทางการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง คือ ให้มีสารอาหารครบสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน รสชาติดี เนื่องจากความบกพร่องของระบบย่อยอาหารและปัญหาด้านจิตใจ ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกอาหารที่ดีนอกจากปรุงแต่งรสชาติได้อร่อยถูกใจแล้ว การเลือกสรรสารอาหารให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมกับแต่ละคนยังเป็นการป้องกันโรคได้ หรืออย่างน้อยการระวังในการกินสักหน่อยก็ทำให้คนเราอยู่กับโรคต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลำบากมากนัก

………………………………..

Friday, July 25, 2014

คำถามจิตวิทยา ทดสอบดูนะ





คำถามข้อที่ 1 ถามว่าคุณสามารถช่วยชีวิตสัตว์ได้หนึ่งชนิดหากโลกจะแตกคุณจะเลือกช่วยอะไร ?
1. กระต่าย 2. แกะ 3. กวาง 4. ม้า

คำถามข้อที่ 2ถามว่าหากคุณได้เดินทางเพื่อไปเยี่ยมชมเผ่าพื้นเมืองแห่งหนึ่งในแอฟริกาขากลับเขาจะให้สัตว์อย่างหนึ่ง เพื่อเป็นที่ระลึก คุณจะเลือกตัวอะไร?
1. ลิง 2. สิงโต 3. งู 4. ยีราฟ

คำถามข้อที่ 3ถามว่าถ้าคุณได้ทำผิดแล้วถูกพระเจ้าลงโทษสาบให้เป็นสัตว์คุณจะเลือกเป็นตัวอะไร?
1. สุนัข 2. แมว 3. ม้า 4. งู

คำถามข้อที่ 4ถามว่าถ้าคุณมีอำนาจคุณอยากจะเสกให้สัตว์ชนิดใดหายสาบสูญไปจากโลกตลอดกาล ?
1. สิงโต 2. งู 3. จระเข้ 4. ฉลาม

คำถามข้อที่ 5 ถามว่าคุณอยากจะให้สัตว์ชนิดใดพูดภาษาคนได้มากที่สุด ?
1. แกะ 2. ม้า 3. กระต่าย 4. นก

คำถามข้อที่ 6 ถามว่าหากต้องติดอยู่บนเกาะร้างกลางมหาสมุทร คุณอยากจะให้ใครไปอยู่เป็นเพื่อน ?
1. มนุษย์ 2. หมู 3. วัว 4. นก

คำถามข้อที่ 7 ถามว่าถ้ามีเวทมนต์คุณอยากจะเสกให้สัตว์ชนิดใดเป็นสัตว์เลี้ยง ?
1. ไดโนเสาร์ 2. เสือขาว 3. หมีขั้วโลก 4. เสือดาว

คำถามข้อที่ 8 ถามว่าคุณจะเลือกเป็นตัวอะไรถ้าหากสามารถแปลงเป็นสัตว์ได้ 5 นาที ?
  1. สิงโต 2. แมว 3. ม้า 4. นกพิราบ
.........................................................


|||||||||||||||||||| เฉลย ||||||||||||||||||||
ข้อ 1 คนที่มีบุคลิกแบบใดที่ดึงดูดใจคุณมากที่สุด
1. กระต่าย คุณชอบคนที่รักสันโดษมองภายนอกเป็นคนสงบนิ่งซึ่งต่างจากภายในที่ร้อนเป็นไฟ
2. แกะ คุณชอบคนที่ดูอบอุ่นและเชื่อฟังคุณ
3. กวาง คุณชอบคนที่บุคลิกดีสง่างามและดูภูมิฐาน
4. ม้า คุณชอบคนที่รักอิสระเสรีไม่ชอบทำอะไรตามกฎเกณฑ์และเป็นตัวของตัวเอง
ข้อ 2 การจีบแบบใดที่โดนใจคุณมากที่สุด
1.ลิง คุณชอบการจีบแบบสร้างสรรค์มีอะไรแปลกๆมาให้คุณประหลาดใจเสมอเพราะนั้นจะทำให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ
2. สิงโต คุณชอบการจีบแบบตรงไปตรงมาหากรักก็บอกว่ารักกันไปเลย
3. งู คุณชอบการจีบแบบโลเลไม่แน่นอนบางครั้งเขาทำเหมือนรักคุณมากมายแต่บางครั้งก็ทำเหมือนไม่ใส่ใจคุณเลย เพราะนั้นจะทำให้คุณประทับใจในตัวเขา
4. ยีราฟ คุณชอบการจีบที่แสดงถึงความอดทนจริงใจและพร้อมที่จะให้อภัยคุณทุกอย่าง
ข้อ 3 สิ่งใดที่ทำให้คุณรู้สึกประทับใจในตัวเขา
1. สุนัข ความซื่อสัตย์ความมั่นคงจริงใจและไม่เคยเปลี่ยนแปลง
2. แมว ความโก้เก๋ความมีรสนิยมในตัวเขา
3. ม้า การมองโลกในแง่ดีของเขา
4. งู ความเป็นคนง่ายๆสบายๆและไม่เรื่องมากของเขา
ข้อ 4 สิ่งใดที่ทำให้คุณทนไม่ได้เลยหากคนรักของคุณทำนิสัยแบบนี้
1. สิงโต การถือตัวหยิ่งยโสและการชอบดูถูกคน
2. งู อารมณ์ขึ้นๆลงๆเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
3. จระเข้ ความก้าวร้าวหยาบกระด้าง
4. ฉลาม อาการขี้วิตกกังวลและความไม่มั่นใจในตัวเอง
ข้อ 5 คุณอยากให้ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักดำเนินไปแบบไหน
1. แกะ สามารถเข้าอกเข้าใจกันได้และสื่อสารกันด้วยสายตาโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมาและดำเนินความสัมพันธ์ไปเหมือนที่คนรุ่นพ่อแม่เคยปฎิบัติ
2. ม้า สามารถเปิดอกพูดคุยกันได้ทุกเรื่องโดยไม่มีความลับต่อกัน
3. กระต่าย มีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและรักกันหวานชื่นตลอดเวลา
4. นก มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมั่นคงเพราะคุณบวกไปถึงการสร้างอนาคตร่วมกัน
ข้อ 6 คุณมีแนวโน้มแค่ไหนเรื่องการนอกใจ
1. มนุษย์ คุณเป็นคนแคร์สังคมและศีลธรรมคุณจะไม่คิดนอกใจหลังจากแต่งงานแล้วเด็ดขาด
2. หมู คุณทนต่อความยั่วยุไม่ค่อยได้ดังนั้นมีแนวโน้มที่คุณจะคิดนอกใจ
3. วัว คุณเป็นคนอดทนอดกลั้นดีเยี่ยมคุณพยายามไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
4. นก คุณไม่มีความอดทนดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมหากมีแรงยั่วยุ
ข้อ 7 คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงาน
1. ไดโนเสาร์ คุณเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไม่อยากแต่งงาน
2. เสือขาว คุณคิดว่าการแต่งงานเป็นสิ่งที่มีค่าถ้าได้แต่งงานคุณจะประคับประคองชีวิตคู่ให้คงไว้ตลอดไป
3. หมีขั้วโลก คุณกลัวการแต่งงานเพราะคิดว่ามันอาจทำให้คุณหมดอิสระ
4. เสือดาว คุณอยากแต่งงานทั้งๆที่ความจริงแล้วคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตคู่เลย
ข้อ 8 คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับความรัก
1. สิงโต คุณมักจะเหนื่อยเสมอในเรื่องของความรักเพราะคุณทำได้ทุกอย่างเพื่อคนที่คุณรักแต่ก็ใช่ว่าคุณจะตกหลุมรักใครง่ายๆ
2. แมว คุณรักตัวเองมากกว่าและคิดว่าความรักเป็นแค่อารมณ์
3. ม้า คุณไม่ต้องการทุ่มเทอะไรมากมายเพื่อคนรักแต่สิ่งที่คุณทำไปทุกอย่างก็เพราะไม่อยากอยู่คนเดียวเพียงลำพังในโลกใบนี้เท่านั้น
4. นกพิราบ ความรักคือการเปิดใจยอมรับที่จะใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน