พฤติกรรมการกินของคนสมัยนี้
เน้นไปที่หน้าตาและความอร่อย แต่จะบอกเลยว่า กินแบบนี้ก็ไม่ถูกวิธีนัก
เพราะสุขภาพร่างกายของคนเราไม่ได้ต้องการอาหารอร่อย หรืออาหารหน้าตาดีให้เพลินพุง
สำหรับร่างกายเราแล้ว การกิน ไม่ใช่กินอย่างไรให้อร่อย
แต่เน้นเรื่อง “ กินดี ” เพื่อต้านโรค
ถึงจะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายสูงสุด
จะเห็นได้ว่าคนยุคนี้มีโรคภัยมากมายเกาะกุมรุมเร้า
และอาหารการกินก็เป็นสาเหตหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคของหลายๆคนเช่นกัน
แม้ตอนนี้กินตามใจแล้วดูไม่เห้นมีพิษมีภัยอะไร แต่อนาคตล่ะ
จะรอดพ้นจากภัยโรคทั้งหลายหรือ?
จำไว้ให้แม่นเลยว่า… ถ้าคุณเป็นคนกินไม่เลือก
ตามใจลิ้นอยู่ร่ำไป บอกเลยว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ ขึ้นตามมาได้
หลายคนอาจยังทันที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่บางคนถ้าสายเสียแล้วที่จะแก้ไข
วิธีโภชนบำบัด (diet therapy) ที่เราจะกล่าวถึง
ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
เพื่อให้การรักษาได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมไปกับการรักษาทางการแพทย์
เบาหวาน : คุมน้ำตาล
โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญสารอาหารด้วย
ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
การรักษาเบาหวานนั้น สิ่งสำคัญมากกว่าการรักษาด้วยยา คือ
การควบคุมอาหาร ที่ทำไปพร้อมไปกับการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานควรงดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล
ทุกชนิด จำกัดปริมาณผลไม้ และธัญพืชต่างๆ รวมทั้งข้าว เพราะจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ควรรับประทานผักประเภทใบที่มีใยอาหารสูงให้มากขึ้นในปริมาณไม่จำกัด
เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว ส่วนอาหารจำพวกโปรตีนยังสามารถกินได้ปกติ
แต่ควรระมัดระวังเรื่องน้ำหนักตัว เพราะจะส่งผลโดยตรงกับอาการของเบาหวาน
โรคหลอดเลือดแข็งและโคเลสเตอรอล : คุมไขมันอิ่มตัว
ภาวะไขมันในเลือดสูงจะมีผลให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนขาดความยืดหยุ่นและ
อุดตันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
ถ้าเกิดการอุดตันจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ไขมันที่พบว่าเกิดการสะสม คือ โคเลสเตอรอล
เพื่อความปลอดภัยองค์การอนามัยโลกได้เสนอให้ควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดให้ต่ำกว่า
200 มิลลิกรัมต่อเลือด 100
มิลลิลิตร
เมื่อโคเลสเตอรอลได้จากอาหาร การควบคุมโดยลดการกินไขมันอิ่มตัว
เช่น ไขมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม
เพิ่มปริมาณอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโอ๊ต
เพราะใยอาหารจะจับกับ โคเลสเตอรอลในลำไส้เล็กทำให้ถูกดูดซึมได้น้อย
และจะถูกขับออกมาทางอุจจาระ นอกจากนี้
แหล่งไขมันที่ควรได้รับในแต่ละวันควรมาจากไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว อย่างน้อย 10-12%
ของพลังงานทั้งหมด
โรคอ้วน : คุมสัดส่วนอาหาร
น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ
จึงเกิดการสะสมในรูปของไขมัน
จนอาจทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติและเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น
โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และระบบทางเดินหายใจ
การรักษาจะต้องเริ่มจากสาเหตุ คือควบคุมปริมาณการกินอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม
และออกกำลังกายให้มากขึ้น
ในส่วนของอาหารนั้นจำเป็นต้องกินอาหารให้ครบทุกมื้อ
แต่ลดพลังงานลงวันละ 500 แคลอรี จะสามารถ ลดน้ำหนักลงได้สัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม เช่น เปลี่ยนจากกินข้าวมาเป็นผักที่มีใยอาหารสูงเพื่อให้อิ่มนานขึ้น
งดอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนื้อติดมัน อาหารทอด และงดอาหารที่มีน้ำตาลสูง
อาหารทุกมื้อควรมีปริมาณโปรตีนที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ
แทนที่จะเป็นเนื้อสัตว์ที่มักจะมีไขมันสูง
โรคไต : เน้นโปรตีนต่ำ
ไต ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
แต่ส่วนใหญ่จากการเผาผลาญของโปรตีน
ดังนั้นอาหารที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นในการขับถ่ายของเสีย คือ โปรตีน
โรคเกี่ยวกับไตมีอยู่มากมายหลายชนิด
แต่โดยสรุปก็คือทำให้ไตไม่สามารถทำหน้าที่อย่างปกติได้
หลักสำคัญในการรักษาด้วยอาหารคือช่วยให้ไตทำงานน้อยลง
เพื่อให้ไตได้มีโอกาสพักหรือฟื้นตัว และลดการคั่งของของเสีย
อาหารที่รับประทานควรจะมีปริมาณโปรตีนน้อย แต่เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง เช่น
เนื้อสัตว์ นม ไข่ เพื่อนำไปช่วยเสริมสร้างทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่สูญเสียไป
แต่สำหรับผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรังจะมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง
จำเป็นต้องงดโปรตีนที่มาจากนม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และไข่
เพราะเป็นอาหารที่มีปริมาณฟอสเฟตสูง
เมื่อจำกัดปริมาณโปรตีนในอาหารแล้ว
พลังงานส่วนใหญ่ที่ได้รับจึงมาจากน้ำตาล ไขมัน และแป้งที่มีโปรตีนน้อย เช่น
วุ้นเส้น แป้งมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง วุ้น ลูกชิด สาคู เป็นต้น
รวมทั้งจำกัดการได้รับโซเดียม
โดยหลีกเลี่ยงสารปรุงรสที่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น
โรคความดันโลหิตสูง : ระวังเกลือ
ความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด
เกิดจากแรงดันภายในหลอดเลือดแดงสูงตลอดเวลา โดยแรงดันค่าสูงสุด (systolic
blood pressure) และแรงดันค่าต่ำสุด (diastolic blood
pressure) มีค่าสูงกว่า 160/95
โรคความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมามากมาย
คือหลอดเลือดแดง ไม่แข็งแรง เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก
โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต หรือจอตา
ก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือถึงแก่ชีวิตได้
หลักการรักษาโรคความดันโลหิตสูงคือการควบคุมอาหาร
การลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเครียด การดื่มเหล้า และสูบบุหรี่
อาหารที่ควรจำกัดคืออาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมอยู่มาก
เพราะโซเดียมที่อยู่ในเกลือจะทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลแรงดันของผนังเซลล์
และปริมาณน้ำในร่างกาย อาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก ได้แก่ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ
อาหารทะเล และยาบางชนิด
นอกจากนี้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก
เพราะจะทำให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก โดยน้ำหนักที่เกินมาตรฐานจะทำให้หัวใจ
ทำงานหนักมากขึ้นด้วย
โรคเกาต์ : เบากรดยูริค
โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับกรดยูริค (uric
acid) ในเลือดสูง ร่างกายได้รับกรดยูริคจากอาหาร
และจากการสังเคราะห์ขึ้นในร่างกายโดยการสลายตัวของเซลล์ต่างๆ
โดยจะมีอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของบริเวณที่มีการสะสมของกรดยูริค
โดยเฉพาะบริเวณเนื้อเยื่อข้อต่อของกระดูก ทำให้ข้อกระดูกเสื่อม
และกระดูกบริเวณนั้นผิดรูปได้
อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีสัดส่วนของสารอาหารครบทั้ง
5 หมู่ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของกรดยูริค
เช่น เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ ไข่ปลา ชะอม กะปิ ปลาซาร์ดีนกระป๋อง สัตว์ปีก
กุ้งชีแฮ้ หอย น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน ปลาขนาดเล็ก เห็ด กระถิน ยีสต์ ปลาอินทรีย์
เป็นต้น
ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ควรกินอาหารที่มีไขมันน้อยลงเพื่อให้น้ำหนักลดลง
ถ้ากินไขมันมากเกินไปจะทำให้ขับถ่ายกรดยูริคได้ไม่ดี
แต่อย่างไรก็ดีไม่ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานต่ำจนเกินไป
เพราะร่างกายจะมีการสลายไขมันจากเนื้อเยื่อ ออกมาใช้ ทำให้มีปริมาณกรดยูริคสะสมเพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายลดลง
น้ำตาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรงดเพราะมีผลต่อการขับถ่ายกรดยูริคด้วยเช่นกัน
โรคมะเร็ง : ระวังอาหาร
มะเร็ง (cancer) เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติ
โดยจะขยายเซลล์ไปทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ
ด้วย พบว่าอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกจากมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น
เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น ได้แก่ มลพิษจากสภาพแวดล้อมและอาหาร
ข้อมูลต่างๆ จากการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการกินอาหารมีผลกับการเกิดโรคมะเร็งมาก
เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งจึงควรปฏิบัติดังนี้
- จำกัดอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง
เนื่องจากพบว่ามะเร็งในลำไส้ใหญ่มักเกิดในกลุ่มผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลสูงเป็นเวลานานๆ
- หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองหรือรมควันที่จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
- กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น
โดยเฉพาะผักที่มีสารซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง ได้แก่ อินดอล (indole) อะโรมาติกไอโซไทโอไซยาเนต (aromatic isothiocyanate) ในดอกกะหล่ำม่วง บร็อคโคลี
รวมทั้งผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีและอี เช่น มะเขือเทศ ส้ม มะนาว
จมูกข้าวสาลี ดอกคำฝอย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants)
ที่จะช่วยลดการทำลายของเนื้อเยื่อที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง
- สำหรับแนวทางการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็ง คือ
ให้มีสารอาหารครบสัดส่วนตามที่ร่างกายต้องการ โดยอาจจำเป็นต้องแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ
ดัดแปลงอาหารให้น่ากิน รสชาติดี เนื่องจากความบกพร่องของระบบย่อยอาหารและปัญหาด้านจิตใจ
ที่สำคัญควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกอาหารที่ดีนอกจากปรุงแต่งรสชาติได้อร่อยถูกใจแล้ว
การเลือกสรรสารอาหารให้ได้สัดส่วนและเหมาะสมกับแต่ละคนยังเป็นการป้องกันโรคได้
หรืออย่างน้อยการระวังในการกินสักหน่อยก็ทำให้คนเราอยู่กับโรคต่างๆ
ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ลำบากมากนัก
………………………………..

No comments:
Post a Comment